พีระมิดคูฟู

อียิปต์เมืองแห่งอารยธรรมโบราณ เมืองแห่งตำนานอันลึกลับ เมืองที่มักจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันแสนมีเสน่ห์และน่าพิศวง  ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านสถาปัตยกรรม อาหาร เสื้อผ้าและวิถีชีวิต ทุกสิ่งล้วนมีเรื่องเล่าอันยาวนาน นับเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวหลายๆ คนห้ามพลาดเลยก็ว่าได้

ประวัติอียิปต์

            อาณาจักรอียิปต์แต่เดิมนั้นถูกแบ่งออกเป็นนครต่างๆ ยังไม่ได้ถูกรวมเข้าด้วยกันจนกระทั่ง “ราชาแมงป่อง” ผู้ครองนครธีสได้เข้ายึดครองนครต่างๆ และสถาปนาตนเป็นฟาโรห์แห่งอาณาจักรบน ต่อมา “นาเมอร์” โอรสของพระองค์ได้ยึดครองนครอียิปต์ล่าง จนถึงสมัยของ “ฟาโรห์เมเนส” ที่สามารถรวมทั้งสองอาณาจักรเข้าด้วยกัน ทรงสถาปนาตนเป็นฟาโรห์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ที่หนึ่งของอียิปต์โบราณ และได้ตั้งเมืองหลวงชื่อ “เมมฟิส”  ซึ่งอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำไนล์

ความสำเร็จในการสร้างและพัฒนาอารยธรรมของชาวอียิปต์โบราณที่เห็นได้ชัดคือปราการธรรมชาติอย่าง “ทะเลทรายซาฮารา” ทำให้ศัตรูไม่สามารถคุกคามได้ โดยเฉพาะบริเวณเขตดินสีดำหรือ “เคเมต” เป็นดินที่มีความ                       อุดมสมบูรณ์มากสามารถเพาะปลูกพืชผลได้ดี พืชที่นิยมปลูกคือข้าวสาลีและข้าวบาเล่ย์ ที่เอามาแปรรูปเป็นขนมปังจากข้าวสาลีและเบียร์จากข้าวบาเล่ย์ ซึ่งเป็นอาหารหลักหรืออาหารประจำชาติของชาวอียิปย์

ประวัติอียิปต์

ท่องเที่ยว พีระมิดคูฟู สุดยอดพีระมิดเก่าแก่

            สำหรับผู้ที่สนใจอยากเที่ยวประเทศอียิปต์แต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน วันนี้ทางเราจะมาขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเมืองที่มี 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณซึ่งยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันก็คือ “พีระมิดคูฟู หรือ พีระมิดคีออปส์” นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า “มหาพีระมิดแห่งกีซา” สุดยอดพีระมิดที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาพีระมิดทั้งสามแห่งกีซา ประกอบด้วยมหาพีระมิดแห่งกีซา , พีระมิดคาเฟร และพีระมิดเมนคูเร

“พีระมิดคูฟู สุดยอดพีระมิดเก่าแก่” มีความเชื่อว่าสร้างขึ้นประมาณ 2,600 ปีก่อน ในรัชสมัยในสมัย “ฟาโรห์คูฟู” แห่งราชวงศ์ที่ 4 ของอียิปต์โบราณเพื่อเป็นที่เก็บรักษาพระศพไว้รอการกลับคืนชีพ ปัจจุบันมหาพีระมิดมีความสูง ประมาณ 137 เมตร จากเดิม 147 เมตร หรือเทียบเท่าอาคาร 40 ชั้น การก่อสร้างนับว่ามีความแม่นยำทั้งด้านการจัดเรียงหินขนาดใหญ่และการจัดววางตำแหน่งทิศทางของหินแสดงถึงความสามารถของชาวอียิปต์โบราณในการประยุกต์ความรู้ทางดาราศาสตร์มาใช้ในการกำหนดทิศทางได้เป็นอย่างดี

และสิ่งที่ทั่วทั้งโลกสงสัยและยังคงหาคำตอบไม่ได้เลยของสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณนี้ก็คือวิธีการสร้างพีระมิดทั้งสาม เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีในการช่วยทุ่นแรง การยกแท่งหินที่มีขนาดใหญ่หลายสิบตันแล้วนำมาเรียงต่อกันจนกลายเป็นพีระมิด ถ้าเรียงไม่ตรงหรือผิดพลาดแค่นิดเดียว พีระมิดสามารถพังทลายได้ในทันที ทั้งโครงสร้างภายในที่มีแท่งหินแกรนิตสีแดงขนาดใหญ่หลายสิบแท่ง แท่งที่ใหญ่ที่สุดหนักถึง 200 เมตริกตัน  ซึ่งทั้งหมดยังคงเป็นปริศนา มีเพียงภาพแกะสลักบนฝาผนังหินที่สลักการเคลื่อนย้ายเทวรูปหินขนาดใหญ่ด้วยแรงคนนับร้อยๆ คน ที่เป็นร่องรอยเพียงอย่างเดียว

อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมสำคัญของอียิปต์ในสมัยโบราณที่เราจะได้เห็นเมื่อไปพีระมิดแห่งกีซาคือ มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) หรือ สฟิงซ์ ซ่า เป็นรูปแกะสลักจากก้อนหินเพียงก้อนเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความกว้างประมาณ 14 ฟุต ความยาวมากกว่า 240 ฟุต ตำนานเล่าว่าสฟิงซ์คือสิ่งมีชีวิตที่มีศรีษะเป็นมนุษย์ร่างกายเป็นสิงโต คอยทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ฝ่ายวิญญาณและสาเหตุที่มีมหาสฟิงซ์อยู่บริเวณพีระมิดทั้งสามเชื่อว่าสร้างขึ้นเพื่อคอยเฝ้าดูแลสมบัติภายในพีระมิดและคอยขจัดวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารบกวนพระศพ

นอกจากมหาพีระมิดแห่งกีซาแล้วยังมีมหาวิหารอาบูซิมเบล หุบเขากษัตริย์ และสุสานฟาโรห์ทุตอังค์อามุน ภูเขาซีนาย พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์ และอีกหลายสถานที่ให้คุณได้ไปเยี่ยมชมทั้งด้านประวัติศาสตร์ที่มีความยาวนาน ด้านวิถีชีวิตและด้านอาหารการกินของชาวอียิปต์ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน